วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

10 ข้อเข้าใจผิดเกี่ยวกับมะเร็ง


bd524ffbf3a88b9
  1. เมื่อมีอายุมาก  มะเร็งเติบโตช้า  มะเร็งเป็นโรคของคนแก่  คือร้อยละ 60  ของผู้ป่วยมะเร็งพบในคนอายุมากกว่า 65 ปี  ของผู้ป่วยวัยนี้มีโอกาสพบมากขึ้นถึง 10 เท่า  เมื่อเปรียบเทียบกับคนอายุน้อยกว่าและมีโอกาสเสียชีวิตจากมะเร็งเพิ่มขึ้นถึง 15 เท่าทั้งนี้  เซลล์มะเร็งจะเติบโตเร็วหรือช้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัยอายุไม่ไช่ตัววัดการเติบโตของมะเร็งมากขึ้น  ในความเป็นจริงก็คือ  เมื่ออายุเฉลี่ยของผู้หญิงจะอยู่ในวัย  69 ปี  ผู้ชาย 67 ปี  ซึ่งช่วงอายุที่ว่านี้สามารถตรวจมะเร็งโดยการตรวจทางการแพทย์  เช่นทำแมมโทแกรมเต้านม  ตรวจมะเร็งลำไส้หรือมะเร็งผิวหนัง  แต่มะเร็งบางชนิดที่พบในคนอายุน้อยจะมีความร้ายแรงมากกว่าคนอายุมาก  ได้แก่  มะเร็งเต้านมที่เกิดในคนอายุน้อยกว่า 35 ปี  หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เกิดในคนอายุน้อยกว่า 40 ปี  หรือมะเร็งดำเนินโรคที่รุนแรงและรักษาได้ยากกว่า
2. ผู้หญิงและผู้ชายมีความเสี่ยงเท่ากัน  จากสถิติ  ผู้ชายเป็นมะเร็งบางชนิดมากกว่าผู้หญิงถึง 3 เท่า  เช่น  มะเร็งผิวหนัง  เนื่องจากผู้ชายทาครีมกันแดดน้อยกว่า  นอกจากนี้ผู้ชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้เหมือนกัน  แต่พบเพียงร้อยละหนึ่งของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมเท่านั้น  และกว่าที่ผู้ชายจะรู้ตัวก็มันจะรักษาให้มีโอกาสรอดได้ยาก  จึ้งแย้กว่าผู้หญิง  และมะเร็งบางชนิดเป็นเฉพาะอวัยวะเพศเท่านั้น  เช่นมะเร็งต่อมลูกหมากของผู้ชาย  หรือมะเร็งปาดมดลูกที่เป็นเฉพาะผู้หญิง
3. แอลกออล์ไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็ง  ข้อเท็จจริงก็คือ  ยิ่งบริโภคแอลกอฮอร์มากเท่าไหร่ก็ยิ่งเสี่ยงกับมะเร็งเท่านั้น  เพราะการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปจะนำไปสู่โรคมะเร็งตับ  มะเร็งตับอ่อนและมะเร็งหลอดอาหาร  ที่สำคัญคือ  ผู้หญิงที่ดื่มแอลกอฮอล์จะเสี่ยงกับมะเร็งเต้านมและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก  เหตุผลก็คือ  การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจทำให้ร่างกายไม่อาจขจัดฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ดีและการที่มีฮอร์โมนมากเกินไปก็อาจจะเสี่ยงกับมะเร็งในผู้ชายหรือผู้หญิง  ที่สำคัญก็คือ  การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ด้วยก็จะเมความเสี่ยงกับมะเร็งปอดนอกจากนี้บุหรี่อาจทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกอีกด้วย
4. คนที่ไม่ได้กินผลไม้  มีความเสี่ยงสูงกับโรคมะเร็ง  นี่คือความเข้าใจครึ่งหนึ่งของผุ้ตอบแบบสอบถามในประเทศที่ร่ำรวย  ในความเป็นจริงก็คือทั้งผักละผลไม้สามารถป้องกันมะเร็งได้  แต่ต้องเป็นผักและผลไม้ที่ปลอดจากสารพิษ  ทั้งนี้  องค์การอนามัยโรคได้แนะนำให้รับประทานอาหารผักและผลไม้สดที่ปลอดจากสารพิษปริมาณ 400 กรัมต่อวัน  ซึ่งมังสวิรัติหรือนักกีฬามักดูแลสุขภาพด้วยตนเองด้วยการกินผักและผลไม้คือคนที่ที่ใส่ใจกับสุขภาพและควบคุมน้ำหนักตัวก็จะลดความเสี่ยงกับโรคมะเร็ง  ในขณะที่คนอ้วนมักมีความเสี่ยงสูงกับโรคมะเร็งเพราะขาดความใส่ใจในเรื่องของการกิน
5.  ความเครียดและอาหารเป็นพิษทำให้เป็นมะเร็ง  การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและการเกิดโรคมะเร็งในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมาได้ผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกัน  แต่ไม่พบว่าความเครียดเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งโดยตรง  แต่อย่างไรก็ตาม  จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าความเครียดมีพลกระทบประสาทและต่อมไร้ท่อ  ซึ่งอาจมีผลทางอ้อมต่อการเกิดโรคมะเร็ง  ทั้งนี้  ประมาณ 78 % ของประชาการในประเทศที่พัฒนาแล้วคิดว่า  อากาศเป็นพิษทำให้เกิดโรคหอบหืดและโรคปอดเรื้อรัง  และจาการศึกษาทำไห้อัตราการตายเพิ่มสูงขึ้น  และก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่าอากาศเป็นพิษทำให้เกิดเป็นมะเร็งหรือไม่  แต่จากการศึกษาในประเทศอเมริกาชี้ให้เห็นว่า  สารพิษเป็นอันตรายต่อเด็กและสตรีในครรภ์  นักวิจัยจึงคาดว่าสารเคมีจะส่งผ่านไปสู่ทารก  ซึ่งจะทำให้ยีนเสียหายและทำให้เด็กที่เกิดมาเป็นโรคคลูคีเมียได้ในอนาคต  แต่ผู้เชี่ยวชาญมะเร็ง  แค่ผู้เชี่ยวชาญมะเร็งวิจารณ์การศึกษานี้ว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัด
6.  เป็นมะเร็งแล้วต้องตาย  ผู้คนในประเทศกำลังพัฒนามักคิดว่า  หากเป็นมะเร็งและจะต้องตายแน่ๆ  แต่ที่ต้องตายก็เพราะความเข้าใจผิดๆ  เกี่ยวกับมะเร็งมากกว่า  ในความเป็นจริงแล้วผู้ป่วยมะเร็งควรได้รับการตรวจรักษามะเร็ง  ไม่ว่าจะทำให้รอดหรือเสียชีวิตก็ตาม  เพราะยิ่งพบมะเร็งเร็วและได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพก็จะยิ่งมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น  โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก  มะเร็งลำไส้  มะเร็งผิวหนัง  ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับมะเร็งปอดแล้วมะเร็งดังกล่าวมีทางรักษาได้รอดชีวิตมากกว่าทั้งนี้  ประมาณ  75 % ของประชากรในประเทศยากจนมักปล่อยให้แพทย์เป็นผุ้ตัดสินใจเกี่ยวกับการศึกษามะเร็งทั้งหมด  ในขณะที่ประชาการในประเทศที่พัฒนาแล้วอยากมีส่วนร่วม  กับแพทย์ในการตัดสินใจรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันนี้โรคมะเร็งที่รักษาให้หายขากได้ร้อยละ 49 ของผู้ป่วย  ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค  รวมทั้งสุขภาพของผู้ป่วยและวิธีการักษาที่ถูกต้องต้องมีประสิทธิภาพ
7. การผ่าตัดและการฉายแสงทำให้มะเร็งลุกลาม  คนทั่วไปมักหวาดกลัวกับการรักษาด้วยการฉายแสง  ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดเกี่ยวกับอันตรายจากรังสีทั้งนี้  การฉายแสงสามารถรักษามะเร็งได้ 40% โดนรังสีมีข้อบ่งชี้หลายประมาร  ได้แก่การบำบัด  อาการเจ็บที่หวังผลหายขาด  รักษาเสริมหลังการผ่าตัดหรือลดขนาดก้อนมะเร็ง  เพื่อผ่าตัดก้อนมะเร็งออกให้หมด
การฉายแสงจะช่วยทำให้มะเร็งเล็กลงเพื่อให้แพทย์ผ่าตัดออกได้ง่ายขึ้น  และไม่มีข้อพิสูจน์ว่าการผ่าตัดจะทำให้มะเร็งลุกลาม  ในสมันก่อนนั้นการผ่าตัดแผลใหญ่สามารถทำให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจายได้จากการปนเปื้อนของเซลล์มะเร็งไปยังเนื้อเยื่อปกติ  แต่ในปัจจุบันมีการผ่าตัดแบบแผลเล็กหรือผ่าตัดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญซึ่งก็จะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้
8. ยาไม่อาจช่วยได้เมื่อมีอาการเจ็บปวดจากมะเร็ง  เมื่อมะเร็งแพร่กระจายไปทั่วร่างกายจะทำให้เจ็บปวดมาก  ซึ่งยาสมัยนี้สามารถช่วยได้  ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญจากองก์การอนามัยโรคได้พัฒนายาบรรเทาความเจ็บปวดตั้งแต่ยาง่ายๆ  เช่น  lbuprofen,Diclofenac จนกระทั้งยา  Morphine  ซึ่งมีทั้งชนิดฉีดดม  หรือแผ่นแปะผิวหนัง
9. วิตามินสำเร็จรูปช่วยปกกันมะเร็ง  จากการศึกษาของนักวิชาการทางการแพทย์พบว่าวิตามินศึกษาของนักวิชาการทางการแพทย์พบว่าวิตามินซีหรือเบต้าแคโรทีน  ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง  แต่อาจทำให้เกิดผลตรงกันข้ามได้  ทั้งการศึกษาของนักวิจัยมะเร็งพบว่า  ผู้ที่สูบบุรี่แล้วกินเบต้าแคโรทีนสำเร็จรูปจะมีอัตราเสี่ยงกับมะเร็งปอดมากว่า  หรือกินซีล๊เนียมก็เพิ่มความเสี่ยงให้โรคเบาหวานมากขึ้น  ควรรับประทานอาหารในปริมาณปกติที่ร่างกายเรารับได้จะดีกว่าการบริโภควิตามินมากเกินไป  เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
10. ครีมกันแดดป้องกันมะเร็งผิวหนัง  การทาครีมป้องกันรังสียูวีสามารถป้องกันมะเร็งผิวหนังไม่ได้มากนัก  แต่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าใช้ครีมกันแดดป้องกันแล้วก็จะตากแดดได้มากขึ้น  โดยเฉพาะประเทศออสเตรเลีย  แพทย์ผิวหนังวิจารณ์ครีมกันแดดที่มีส่วนทำให้ชาวออสซี่เสี่ยงกับโรคมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้น  เนื่องจากเข้าใจว่าเมื่อทาครีมกันแดดแล้วก็อาบแดดได้เต็มที่ที่คิดว่าปลอดภัย  ดังที่มีรายงานใน Medical  Journal of Australia เมื่อยี่สิบก่อนที่ดีที่สุดคือทาครีมกันแดดแล้วก็ต้องใส่เสื้อผ้าปกป้องผิวหนังอีกชั้นหนึ่ง  และควรเป็นผ้าเนื้อหนาและควรมีสีเข้ม  ในปัจจุบันนี้ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าครีมกันแดดก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง
ขอขอบคุณ : นิตยาสาร Lisa

ใช้ครีมกันแดดอย่างไรให้เหมาะ


ครีมกันแดด
     ถึงแม้แสงแดดจะมีประโยชน์ที่หลากหลายต่อมนุษย์  แต่การได้รับแสงแดดในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจทำให้เกิดผิวไหม้แดง  เกิดฝ้า  กระ  และทำให้ผิวดูแก่กว่าวัย  ไปจนถึงอาจเกิดโรคร้ายแรงอย่ามะเร็งผิวหนัง  การปกป้องแสงแดดจึงเป็นเรื่องจำเป็น  และการใช้ครีมกันแดดก็เป็นทางเลือกยอดนิยมอย่างหนึ่ง  หากก็ต้องเลือกให้เหมาะ  เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการกันแดดอย่างเพียงพอ
       ครีมกันแดดโดยทั่วไปมักจะบ่งออกถึง  SPF หรือประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดชนิด UVB แต่ที่ควรใส่ใจไม่แพ้กันคือค่าป้องกันรังสี UVA ซึ่งมักจะบ่งบอกไว้ด้วยคำว่า PA หรือ PPD นอกจากนี้  ครีมกันแดดที่ดีควรมี  Photostability หรือความคงทนต่อแสงของครีมกันแดด  ซึ่งครีมกันแดดที่ไม่คงทนต่อแสงหรือสลายไปมากกว่า 25% พลังถูกแสงยูวี  จะทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดลดน้อยลง
    อย่างไรก็ตาม  ถึงแม้จะเลือกครีมที่เหมาะสมแล้ว  แต่ถ้าใช้อย่างไม่ถูกต้อง  ประสิทธิภาพของครีมกันแดดก็จะลดน้อยลง  อย่างเช่น  การทาครีมกันแดดนั้น  หากจะได้ประสิทธิภาพตามที่กำหนด  ก็ต้องใช้ปริมาณครีมราวหนึ่งช้อนชาต่อหนึ่งตารางเซนติเมตร  หรือราวสองข้อนิ้วมือสำหรับการทาหน้าและคอ  ซึ่งโดยทั่วไปคนเรามักทาน้อยกว่านั้น  จึงแนะนำให้แบ่งทาครีมกันแดดสักสองรอบ  โดยใช้ครีมกันแดดแต่ละครั้งราว หนึ่งข้อนิ้วมือ  และทาครีมกันแดดก่อนออกแดดราว 15 นาที  เพื่อให้ครีมกันแดดยึดติดกับผิวได้ดีกว่า  และถ้าต้องอยู่กลางแดดเป็นเวลานานๆ  ก็ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุกสองชั่วโมง
ขอบคุณ : นิตยสาร Lisa

ตะคริว


        คำเรียกอาการปวดเกร็ง  เจ็บกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง  เฉียบพลัน  ส่วนมากมักเป็นบริเวณขา  แขน  แต่ก็อาจเกิดที่มือ  นิ้ว  และต้นคอได้เช่นกัน
        แม้ว่าตะคริวจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ  เช่น  ขาดน้ำ  พักผ่อนน้อย  ความเครียด  เส้นประสาทเสียหายจากการเคลื่อนไหวซ้ำๆ  ท่าเดิมมากเกินไป  แต่สาเหตุหลักที่สำคัญคือ  การขาดธาตุโพแทสเซียมแมกนีเนียม  และแคลเวียม  สารอาหารสำคัญที่ช่วยดูแลการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อนั่นเอง
         ดังนั้นวิธีป้องกันไม่ให้เป็นตะคริวก็คือ  การรับประทานอาหารซึ่งมีแร่ธาตุดังกล่าวอย่างเพียงพอ  เช่น  ขนมปังโฮลวีต  ซีเรียล  ธัญพืช  พืชตะกูลถั่ว  ถั่วเปลือกแข็ง  กล้วยหอม  ส้ม  แคนตาลูป  และนม  นอกจากนี้ควรดื่มน้ำให้มากขึ้น  โดยเฉพาะก่อนออกกำลังกายสองชั่วโมงควรดื่มน้ำอย่างน้อย 2 แก้ว  และพักดื่มน้ำครึ่งแก้วถึง 1 แก้ว  ระหว่างเล่นกีฬาทุกๆ  10 – 20 นาที  ส่วนคนที่เป็นตะคริวระหว่างนอนหลับ  ควรนอนในท่าที่ผ่อนคลายที่สุด  เท่าไม่เหยียดตึงเกินไป  เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อขาเกร็ง  นอกจากนี้การห่มผ้าให้ร่างกายอบอุ่นก็ช่วยได้เช่นกัน
          ถ้าสุดวิสัยเป็นตะคริว  วิธีที่ทำได้ง่ายและรวดเร็วที่สุดคือยืดกล้ามเนื้อที่ปวดและเกร็งแข็งให้คลายออก  ดดยใช้ยาหม่อง  น้ำมันมวย  หรือครีมนวดคลายกล้ามเนื้อ  อาจใช้แผ่นความร้อนหรือผ้าร้อนๆ  ประคบบริเวณที่ปวดประมาณ 20 นาที  แล้วทิ้งช่วงไว้อย่างน้อยอีก 20 นาทีก่อนจะประคบใหม่  จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น  หากเป็นตะคริวที่น่องควรเหยียดขาให้ตึง  กระดกเท้าขึ้น  อาจใช้มือดึงปลายเท้าเข้ามาหาตัวเองเพื่อช่วยอืดกล้ามเนื้อ  อีกวิธีหนึ่งคือ  กำหมัดหลวมๆ  กดลงกลางจุดที่ปวดเป็นตะคริว  ค้างไว้ 10 วินาที  แล้วปล่อย 10 วินาทีจึงกดใหม่  ทำซ้ำหลายๆ ครั้ง  อาการปวดจะดีขึ้น
           สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมคือ  ตะคริวมักเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้นถ้ามีอาการนานกว่า 1 วันหรือเกิดขึ้นบ่อยๆ  แม้จะรับประทานอาหารที่ช่วยเพิ่มสารอาหารและรักษาอาการเบื้องต้นแล้ว  แต่ยังมีอาการเกร็งโดยเฉพาะบริเวณบริเวณบั้นเอว  หลัง คอ และมีอาการเจ็บลามไปที่แขนหรือขา  ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุทันที
                ที่มา : HEALTH & CUISINE

6 สมุนไพรที่ลำไส้ต้องการ

ใบแมงลัก
   ทำงานเหนื่อยๆ  ลำไส้ของเราก็อย่างได้อาหารบำรุงเหมือนกันนะ  และสมุนไพรทั้ง 6 ชนิดคือคำตอบที่กระเพราะและลำใส้ต้องการให้เราไปเสริมสุขภาพของมัน
ใบแมงรัก
        น้ำมันหอมระเหยจากใบแมงลักเป็นยาช่วยย่อยชั้นเซียน  ลำไส้ใครไม่ค่อยทำงานจนท้องอืดท้องเฟ้อเป็นประจำ  ลองชิมใบแมงลักสักสี่ห้าใบแล้วจะติดใจ
พริกสด
          ความเผ็ดซู่ซ่าของพริกคืออยากกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งน้ำลายออกมา  จากนั้นเอนไซม์ของน้ำลายจะช่วยย่อยแป้งให้อ่อนตัวลง  กระเพราะกับลำไส้จะได้ไม่ต้องทำงานโหลดจนเกินไป
หอมแดง
         แค่กินหอมแดงอย่างเดียว  ลำไส้คุณก็ยิ้มแล้ว  เพราะเท่ากับซื้อหนึ่งได้ถึง สี่  ได้แก่สารฟลาโวนอยส์  ไกลโคไซต์  เพคติน  และกลูโคคินิน 4 สารบำรุงลำไส้และช่วยย่อยและทำให้เจริญอาหาร  คุ้มกว่านี้มีอีกไหม
ใบกระเพรา
         ถึงชื่อเสียงของกระเพราจะมือมนไปมาก  ตั้งแต่พัดกะเพราถูกตั้งชื่อว่าผักสิ้นคิด  แต่สรรพคุณของมันยังแจ่มเหมือนเดิม  โดยเฉพาะสรรพคุณในการขับน้ำดีในกระเพราะอาหารมาช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป
ตะไคร้
         ให้เคี้ยวเดี๋ยวกินยากเกินไปหน่อย  แต่ถ้าทำเป็นชาตะไคร้  หรือซอยบางๆกินกับยำ  คงไม่ลำบากมากเกินไปสำหรับคนรักสุขภาพ สรรพคุณของตะไคร้เริ่ดไม่แพ้ใบกะเพรา  คือช่วยขับน้ำดีออกมาย่อยอาหารเหมือนกัน  สาวๆที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยไม่ควรพลาด
กระเทียม
สไปซี่มีสูตรเด็ดเคล็ดลับสำหรับคนที่มีอาการอาหารไม่ย่อยมาฝาก  ให้อากระเทียมมา 5 กลีบแล้วสับละเอียด  กินทันทีหลังอาหาร  กระเทียมมจะช่วยกระตุ้นให้กระเพราะอาหารขอมขี้เกรียดของคุณยอมย่อยอาหารมื้อนั้นแต่โดยดี  ถ้ากินทุกวันไม่นานอาการไม่ย่อยก็จะหายไปเอง
ขอขอบคุณ   ที่มา : นิตยาสาร Spicy

เรื่องเกี่ยวกับผมร่วง

ผมร่วง
     ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ให้ความรู้สรุปความได้ว่า มนุษย์ทุกคนมีผมร่วงเองตามธรรมชาติประมาณ 100 เส้นต่อวัน ผู้ที่สงสัยว่า “ตนเองจะมีภาวะผมร่วงผิดปกติ” ให้สังเกตและลองนับจำนวนเส้นผมที่ร่วงในแต่ละวันดู ถ้ามีจำนวนน้อยกว่า 100 เส้นต่อวัน ถือว่าเป็นภาวะของเส้นผม แต่ถ้ามีจำนวนเส้นผมที่หลุดร่วงมากกว่า 100 เส้นต่อวัน จึงจะถือว่ามีความผิดปกติของการหลุดร่วงของเส้นผม อย่างไรก็ดี ในบางสภาวะอาจทำให้ผมร่วงได้มากกว่าปกติ เช่น ความเครียด หลัง คลอดบุตร เสียเลือดอาจทำให้วงจรชีวิตของเส้นผมสั้นลงได้ และร่วงมากขึ้นได้แต่มักกลับมาเป็นปกติได้ หลังจากที่ได้ผ่านภาวะนั้นๆ เรียบร้อยแล้ว
ผมร่วงแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ 1.ผมร่วงแบบเพศชาย เป็นการหลุดร่วงของเส้นผมตามธรรมชาติ มักพบในผู้ที่อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ที่พบบ่อยคือหัวล้านบริเวณกลางศีรษะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์และฮอร์โมนเพศชาย เมื่ออายุมากขึ้นจะมีการหลุดร่วงมากขึ้น 2.ผมร่วงจากภาวะของโรค ที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุคือการติดเชื้อราและเกิดจากภูมิคุ้มกัน ถ้าเกิดจากเชื้อรา มักมีอาการอักเสบ การลอกของหนังศีรษะและเป็นสะเก็ดร่วมด้วย ส่วนชนิดที่เกิดจากภูมิคุ้มกัน ในรายที่เป็นน้อยอาจมีอาการร่วงเป็นหย่อมๆ บางๆ แต่ในรายที่เป็นมาก อาจร่วงทั้งศีรษะได้ หรืออาจร่วงทั่วทั้งตัว คือมีการร่วงทั้งผมและขน ซึ่งควรไปปรึกษาแพทย์
3.ผมร่วงจากภาวะอื่นๆ เช่น การฉายรังสี การได้รับยาบางชนิด ความเครียด การดึงรั้งผมแรงๆ และต่อเนื่องนานๆ เป็นต้น ผมร่วงที่เกิดจากภาวะเครียด เช่น การตั้งครรภ์ การคลอดบุตร การเจ็บป่วยเรื้อรังหรือรุนแรง การขาดสารอาหาร โรคไทรอยด์เป็นพิษ เป็นต้น ส่วนการดึงรั้งผมอย่างแรงๆ และต่อเนื่องนานๆ มักเกิดจากการยืดผม ดัดผม ม้วนผม ย้อมผม เป็นประจำ ซึ่งล้วนมีผลทำลายความสมบูรณ์ของเส้นผม
ส่วนวิธีธรรมชาติในการรักษาอาการผมร่วง ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร กระทรวงสาธารณสุข ให้ความรู้ว่า สมุนไพรพื้นบ้านที่สามารถแก้ปัญหาเกี่ยวกับเส้นผมและหนังศีรษะ มี 1.เหงือกปลาหมอ โดยนำใบมาโขลกผสมน้ำ คั้นออกมาทาหนังศีรษะ บำรุงรากผม 2.ขิงแก่ นำ 1 แง่งขนาดเท่าฝ่ามือมาตำให้ละเอียดแล้วห่อผ้าขาวบางทำลูกประคบ แล้วเอาหม้อมาใส่น้ำและขึงผ้าขาวบางไว้ตรงปากหม้อ ต้มน้ำจนเดือดแล้วเอาขิงที่ห่อผ้าขาวบางไว้มาวางบนปากหม้อ เมื่อน้ำเดือด ไอน้ำจะระเหยขึ้นทำให้ลูกประคบขิงมีความร้อน นำมาประคบบริเวณที่ผมร่วง พอเย็นเอากลับไปวางที่ปากหม้อเพื่อรมไอน้ำ แล้วเปลี่ยนอีกห่อมาประคบแทน ทำวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20-30 นาที 3-5 วัน จะเห็นผล
3.ใบทองพันชั่ง แก้เชื้อราบนหนังศีรษะ ใช้ใบทองพันชั่งตำจนละเอียด ผสมน้ำพอเหนียว นำมาพอกบนศีรษะบริเวณที่ผมร่วง หลังสระผม จากนั้นใช้ผ้าคลุมไว้ทั้งคืน รุ่งเช้าล้างออก ทำติดต่อกัน 2 สัปดาห์ถึง 2 เดือน อาการผมร่วงจะดีขึ้น 4.มะกรูด ให้นำมะกรูด 4 ผล ใส่หม้อแล้วต้มกับน้ำสักครู่ ใช้ไฟปานกลาง พอมะกรูดนิ่มๆ ยกลง จากนั้นผ่ามะกรูดครึ่งลูกทั้ง 4 ลูก นำไปคั้นเอาแต่น้ำมะกรูดแล้วใช้ผ้าขาวบางกรองน้ำมะกรูดใส่ภาชนะไว้ หลังจากสระผมให้สะอาดไม่ต้องสระผมด้วยแชมพูอีกแล้ว ให้ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง สูตรนี้เหมาะสำหรับผมร่วงที่เกิดจากแชมพูเป็นด่างมากเกินไป
5.ผักบุ้งหรือใบบัวบก เอามาตำคั้นน้ำ หมักผมประมาณ 2 นาที ช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม 6.น้ำมันงา ใช้ทาผม หรือชโลมก่อนการสระผมประมาณ 15 นาที ทำให้ผมดกดำและบำรุงรากผม 7.น้ำมันงาและมะกรูด ใช้หมักผม ทำให้ผมดำและเงางาม ผสมน้ำมันงา 1-2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำคั้นจากมะกรูดสด 2-3 ผล ทำแล้วใช้หมดในครั้งเดียว
ขอขอบคุณ  ที่ข่าวสด

ดื่มต้านความเสื่อมโทรม

url_hl301009
     หากมียาวิเศษกินแล้วไม่แก่ หัวไม่หงอก ผิวไร้ริ้วรอยก็คงจะดี แต่เพราะตอนนี้ไม่มี‘กินดี’ จึงนำสูตรเครื่องดื่มพลังธรรมชาติ จากเกรปฟรุต กีวี และสัปปะรด มาแนะนำให้คุณผู้อ่านลองปรุงดื่มเพื่อต้านความเสื่อมโทรมของร่างกาย และรักษาริ้วรอยเหี่ยวย่น
โดย ‘เกรปฟรุต’ เป็นผลไม้จำพวกเดียวกับส้มและมะนาว อุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม วิตามินซี กรดซิตริก และไบโอฟลาโวนอยด์ เป็นประโยชน์กับตับ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ปรับค่าพีเอชของเลือดและของเหลวในร่างกายให้มีความเป็นด่าง ทั้งยังมีกรดซาลิไซลิก ที่สามารถละลายแคลเซียมซึ่งตกผลึกอยู่ตามข้อ บรรเทาโรคข้อต่ออักเสบ
สำหรับ ‘กีวี’ อุดมไปด้วยวิตามินซี แมกนีเซียม โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม และเบตาแคโรทีน ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง หากรับประทานในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงจะไม่ทำให้เป็นโรคหวัด
ส่วน ‘สัปปะรด’ มีโบรเมลิน เอ็นไซม์ที่ช่วยรักษาค่าพีเอชของร่างกายให้อยู่ในระดับสมดุล สัปปะรดอุดมไปด้วย วิตามินซี กรดโฟลิก โพแทสเซียม โซเดียม และแมกนีเซียม ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบและช่วยย่อยโปรตีนได้ดี
จะดื่มให้ได้ดี ควรเตรียมส่วนผสมให้ได้สัดส่วน ดังนี้…
-เกรปฟรุต 2 ถ้วย
-กีวี 1 ถ้วย
-สัปปะรด 1 ถ้วย
ขั้นตอนการปรุง เริ่มที่การหั่นสัปปะรดเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำไปแช่ตู้เย็นจนจับตัวเป็นน้ำแข็ง หั่นเกรปฟรุตให้ได้ขนาดสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ปอกเปลือกกีวีแล้วหั่นเป็นแว่น ๆ นำกีวีและเกรปฟรุตไปสกัดรวมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้ จากนำน้ำไปปั่นรวมกับสัปปะรดแช่แข็ง โดยปั่นเพียงแค่หยาบ พอให้มีเนื้อสัปปะรดเคี้ยวกรุบ ดื่มได้ทันที
อย่างไรก็ตาม อย่าหวังพึ่งพาเครื่องดื่มสูตรนี้เพื่อป้องกันความชรา แต่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่เครียด รวมทั้งหมั่นออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ ชะลอวัยร่วงโรยได้ชัวร์.

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง


159781
     จากการอบรม เรื่องเกี่ยวกับการทำ GMP ของโรงงานผลิตอาหารต่างๆ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน Clean food มีเกร็ดต่างๆมาเล่าให้ฟัง เลยสรุปมาเล่าสู่กันฟัง พอเป็นสังเขป จริงๆมีมากกว่านี้
1. พวกขนมปังปี๊บ กระบวนการผลิตบางแห่งไม่ดี ไส้สับปะรด เป็นมันแกวหรือพืชอื่น ๆ กวนใส่น้ำตาล และใส่กลิ่นกับแกนสัปปะรดไปนิดหน่อย
2. เชอรี่บนขนมเค้กราคาถูกตามตลาดสด คือ มะเขือเปาะฟอกสีจนใสเป็นวุ้น แล้วย้อมสีแดง (ผงฟอกสีทำให้เป็นโรคไต) พวกที่ใช้สารฟอกสีอื่นๆ เช่น มะม่วงกวน (แผ่นใส ๆ) ยอดมะพร้าวขาว ๆ
3. ซูชิในตลาดนัดที่อากาศร้อน แบคทีเรียจะเจริญเติบโตเร็ว ชูชิต้องเสริฟเย็นเท่านั้น
4. เอแคลร์กับลูกชุบ หรือขนมอะไรที่ต้องมีการปั้น ๆ ถู ๆ ต้องพึงระวังสุขอนามัย ควรซื้อกับร้านค้าที่รู้จักหรือมีชื่อเสียงเท่านั้น
5. ลูกอมสีอื่น ๆ เช่น ฟ้า เขียว ม่วง เป็นสีที่ขาย ไม่ดีไม่ควรซื้อเพราะใช้สีที่เก็บไว้นาน ทานลูกอมสีแดง ขาว ได้
6. ปลายหน้าร้อนต่อต้นหน้าฝน ไม่ควรกินอาหารทะเล เพราะฝนเริ่มตกจะชะฝุ่นบนพื้นดินลงทะเล และสัตว์ทะเลจะกินเข้าไป จะมีแต่ไวรัส แบคทีเรีย โอกาสท้องเสียมีสูง
7. พวกอาหาร Pack สำเร็จมา wave ที่บ้าน wave ได้ ครั้งเดียวเท่านั้นไม่ควรล้าง Package มาใส่ wave ซ้ำเพราะสารพิษจะออกมา
8. โยเกริ์ตต่างๆ จะมีแป้งผสมอยู่ประมาณ 20% ควรทานโยเกริ์ต Home made ถ้วยเล็ก! ๆ (ลองหยดไอโอดีนพิสูจน์ดูก็ได้ จะพบว่าโยเกริ์ตเป็นสีน้ำเงิน)
9. น้ำปลาเปิดขวดแล้ว ควรมีอายุการใช้ไม่เกิน 1 เดือน
10. ระวังเชื้อราตามคอขวดที่เปิดแล้วต่าง ๆ
11. กระดาษหนังสือพิมพ์ อย่าเอามาห่อผักแช่ตู้เย็น (มีสารพิษ จากหมึก)
12. อาหารกระป๋องถ้าใช้ไม่หมดควรเอาออกจากกระป๋องใส่ภาชนะอื่นแช่ตู้เย็น
13. ฟองน้ำล้างจานที่มีน้ำยาผสมน้ำทิ้งไว้ (เป็นน้ำๆ) ทิ้งไว้ได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง แบคทีเรียจะขึ้น ควรเททิ้งไป
14. อาหารหมักดองต้องระวังมีไวรัสที่ทำลายกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ผักกาดดองตามท้องตลาดในโรงงานบางแห่งจะมีกระบวนการผลิตที่ไม่สะอาด (ใช้คนลงไปในอ่างดอง เราไม่แน่ใจว่าคนนั้นๆ มีโรคหรือไม่) ควรใช้ผักกาดดองกระป๋องที่เชื่อถือได้
15. เบียร์สดจะไม่ถูกกรองยีสต์ที่ตายแล้วออก เราจะกินศพยีสต์เข้าไปด้วย
(เบียร์ขวดจะถูกกรองไปแล้ว) แต่กินได้ ไม่เป็นไร

สูตรล้างผักให้สะอาดไร้สารพิษ


ผัก
        กระแสอาหารสุขภาพที่กำลังมาแรง  คงทำให้ใครหลายคนหันมากินผักกันมากขึ้นแต่สมัยนี้สารพิษเยอะเหลือเกินจนไว้ใจอะไรไม่ได้เลย  แต่ไม่เป็นไร  ถ้าล้างด้วยสูตรของเราสารพิษพันธุ์ไหนก็ทำร้ายไม่ได้
  1. 1. ผสมโซเดียมไบคาร์บอเนต  (ซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์ทำขนมปัง) 1 ช้อนโต๊ะ  ผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร  ใส่ผักลงไฟแช่ประมาณ 15 นาที  แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง
  2. องุ่นทำให้ผิวสวย  แต่สารพิษก็ไม่น้อยเลยถ้าอยากกินองุ่นแบบไม่ต้องกังวล  ก่อนอื่นให้เด็ดองุ่นออกเป็นผลๆ  ใส่อ่างเอาไว้  แล้วบีบยาสีฟันลงไปพอสมควร  เติมน้ำลงไปนิดหน่อย  แล้วล้างอย่างเบามือให้ทั่วองุ่นทุกผล  จากนั้นก็ล้างซ้ำด้วยน้ำเปล่าจนหมดกลิ่นยาสีฟัน  แค่นี้คุณก็มีผิวสวยใสแบบไม่ต้องกลัวยาฆ่าแมลงได้แล้ว
  3. ถ้าต้องล้างผักที่มีหลายๆ  ชั้นอย่างกะหล่ำปลี  ผักกาดขาว  หลังจากเด็ดเป็นใบๆเทน้ำส้มสายชูตามลงไปในปริมาณ 1 ขวดต่อน้ำ 4 ลิตร  แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที  วิธีนี้จะกำจัดยาฆ่าแมลงออกได้ถึง 33%
  4. ถ้าคุณชอบกินผักต้มกับน้ำพริก  วิธีลดสารพิษได้ง่ายที่สุดคือล้างให้สะอาด  แล้วเอาผักไปลวกน้ำร้อน  จะลดสารพิษได้ถึง 50 %
  5. เด็ดผักเป็นใบๆ  ใส่ตะกร้าโป่ง  แล้วเปิดน้ำแรงจัดไหลผ่านผักให้ทั่ว  พร้อมกับใช้มือพลิกไปพลิกมาให้ถูกน้ำทั่วถึงไปด้วย  จะลดยาฆ่าแมลงไปได้  54-63%
  6. ถ้ากลัวว่าจะมีไข่ของแมลงหรือเชื้อโรคติดมาตามใบผัก  หลังจากล้างน้ำให้สะอาดรอบหนึ่งแล้วให้แช่ผักในน้ำ  เทน้ำยาล้างจานลงไปนิดหน่อย  ใช้ฟองน้ำถูผักเบาๆ  จะทำให้ใข่แมลงลื่นหลุดออกได้ง่ายกว่าล้างด้วยน้ำเปล่าอย่างเดียว
  7. เปลือกชั้นนอกของผักจะเป็นส่วนที่ถูกยาฆ่าแมลงมากที่สุด  แม่บ้านคนเก่งจึงควรจะลอกชั้นนอกทิ้งไปประมาณ 2-3 ชั้น  แล้วค่อยเอาชั้นที่เหลือไปล้างตามวิธีข้างบน

กินแกงกระตุ้นความจำ


     เครื่องเทศวำคัญในแกงจืดอย่างขมิ้น  สามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคทางระบบประสาทแลดลดผลกระทบจากดรคเสี่ยงการเกิดกับระบบเส้นประสาทอย่างอัลไวเมอร์ไดอย่างไม่น่าเชื่อ  นอกจากนี้นักวิจัยยังยืนยันถึงประสิทธิภาพยอกเยื่ยมของเครื่องเทศในการตือสู่กับปฏิฏิริยาออกซิเดชั่น  ศัตรูร้ายทำลายเซลล์สมองโดยเฉพาะในหน่วยความจำ  เมื่อเราอายุมากขึ้น  ปฎิกิริยาออกชิเดชั่นจะโจมตีเซลล์สมองมากขึ้นเรื่อยๆ  เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่เปราะบางและไวต่อการต่อการถูกทำลายจากปฏิกิริยาดังกล่าวมากกว่าส่วนอื่นๆ
                สมองจำต้องสร้างยืนที่มีชื่อว่า Hemeoxygenase-1 (HO-1) ขึ้นมาเพื่อต่อกรกับออกซิเดชั่น  และยีนตัวนี้จะเกิดขึ้นได้ก้ต่อเมื่อสมองถูกกระตุ้นเท่านั้น  และสารกระตุ้นดังกล่าวก้พบมากในขมิ้นนั้นเอง  นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยคาราเนียในอิตาลี  และนิวยอรืกยืนนันถึงประสิทธิภาพของสารสำคัญในขมิ้นที่มีผลต่อการกระตุ้นยีน HO-1 ว่าช่วยยับยั้งไม่ให้เซลล์สมองถูกทำลายโดยออกซิเดนท์ได้เป็นอย่างดี
                เมื่อสมองเกิดสภาวะออกซิเดชั่น  เซลล์สมองจะเกิดการอักเสบและค่อยๆ  ตายไปในที่สุด  ส่งผลให้เซลล์เนื้อเยื่อของเส้นประสาทถูกทำลาย  และนำไปสู่โรคความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอรื  ขมิ้นจึงไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคดังกล่าวเท่านั้น  แต่ยังบำรุงสองเราให้แยบคมตามอายุที่เพิ่มขึ้นได้อีกด้วยในประเทศอินเดีย  แหล่งเครื่องเทสสำคัญของโลกและนิยมใช้ขมิ้นเป็นส่วนประกอบอาหารมีการทดลองเพื่อค้นหาคุณประโยชน์ของขมิ้นที่นอกเหนือไปจากสรรพคุณในการลดความเสี่ยงของโรคอัลไวเมอร์อย่างกว้างขวาง  และพอว่าสารแอนตี้ออกซิเดนท์ในขมิ้นเป็นกุยแจในการถนอมอาหาร  นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เมนูอาหารแต่โบราณหลายๆ  จานมีขมิ้นเป็นส่วนรประกอบอีกทั้งยังได้สี  กลิ่น และรสชาติเป็นของแถม
                บรรดาเครื่องเทสต่างๆ  นั้นมีสารปฎิวนะป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อโรคในอาหารได้มากกว่า  เจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็ตน์  เม้ดสีในเครื่องเทศคือส่วนที่มีสารปฏิชีวนะดังกล่าว  นักวิจัยจากศูนย์โรคอัลไซเมอร์แห่งมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ  ระบุว่า  ขมิ้นมีสารสำคัญที่ไม่พบในเครื่องเทศชนิดอื่นในการยัยยั้งไม่ให้เกิดกลุ่มก้อนโปรตีนเล้กๆ  ในสมองของผู้ป่วยอัลไวเมอร์ที่เรียกว่า Amyloid Plaques โดยสารในขมิ้นจะเข้าผ่ากลางกลุ่มโปรตีนดงักล่าวไม่ให้รวมตัวกัน

สุดยอดอาหารบำรุงร่างกาย


สุดยอดอาหารบำรุงร่างกาย


ดวงตา
-          สับประรด  มีเอ็นไซม์มากมายที่จะช่วยผ่อนคลายสายตาหลังจากนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน
-          โสแมริน  ช่วยทำความสะอาดและช่วยให้เลือดไหลเวียนดีที่ดวงตา
-          เก๋ากี้  มีกรดอะมีโน 18 ชนิด  และมีแร่ธาตุที่สำคัญ  เช่น  สังกะสี  เหล็ก  ทองแดง  แคลเซียม  เจอร์มาเนียม  ซีลีเนียม  และฟอสฟอรัส  นอกจานี้  ยังมีสารแอนตี้ออกซิเดนต์มากมายมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงสายตากล่อมประสาทให้หลับสบาย  ช่วยลดอาการวิงเวียนศีรษะ  หน้ามือตาลายสายตาไม่ดี  โดยเฉพาะสายตาบอดในเวลากลางคืน
สมอง
-          ข้าวโอ๊ต  ให้พลังงานสูงที่สุดสำหรับสมอง  นอกจากนี้  ยังมีกรดฟีนอลที่จะช่วยในเรื่องของความทรงจำที่ดีอีกด้วย
-          อะโวคาโด  มีวิตามินสูง  เมาะสำหรับคนที่มีความเครียด  นอนไม่หลับหรือจิตใจว้าวุ่น
-          กล้วย  มีฮอร์โมนสำหรับเส้นประสาทในสมอง  มีน้ำตาลกลูโคสวิตามิน  และ  เกลือแร่ในการให้พัลงงานแก่สมอง
-          แอพริคอต (Apricot)  มีแร่ธาตุจำเป็นหลากหลายชนิดที่เหมาะกับสอง
-          ลูกเกด  มีน้ำตาลที่ให้พลังงานสูง (75%)
-          ถั่วลันเตา  มีโปรตีนสูงที่ช่วยในเรื่องความจำและช่วยให้สมาธิดี
-          สลัดเขียว  มีสารที่คล้ายกับยาชนิดหนึ่งซึ่งจะช่วยให้ระบบประสาทมีความสงบ
ผมและผิว
-          หัวหอมใหญ่  มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่จะช่วยให้ฟัน  กระดูกและเล็บแข็งแรง
-          ยอดถั่ว  ช่วยความสะอาดร่างกายและช่วยให้รูขุมขนกระชับ
หัวใจ
-          ผักกาดขาว  มีโพแทสเชียมและธาตุเหล็กสูง  ซึ่งมีประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือด
-          บร็อกโคลี่  ช่วยป้องกันโรคผนังของหลอดเลือดแดงหนาตัวและโรคหัวใจ
-          แครอต  มีกรดโฟลิกและไปโอฟลาโวนอยด์ที่จะช่วยป้องกันโรคหัวใจ
-          ปลา  มีกรดไขมันโอเมก้า -3 ซึ่งจะช่วยป้องกันการอักเสบและการตกตะกอนของระบบหลอดเลือด
-          กระเทียม  ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี  มีสาร  Allocin  ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคอัมพฤกษ์  อัมพาต
กระดูก
-          กะหล่ำเขียว  มีวิตามิน (วิตามินที่สำคัญสำหรับผู้หญิง)  ซึ่งช่วยในการป้องกันโรคกระดูกพรุน
ตับ
-          น้ำหัวไช้เท้า  ช่วยกระตุ้นน้ำดี
-          ยีสต์ในเบียร์  มีวิตามินบีที่สำคัญมีสาร Cholice  และ  Inosit  ที่ช่วยขจัดไขมันและช่วยขจัดพิษในตับ
-          นม  มีแคลเซียมและโปรตีนที่จะช่วยให้ตับแข็งต้านโรค
-          เนื้อวัวและเนื้อลูกวัว  มีวิตามินบีและเหล็ก  มีโปรตีนซึ่งมีความสำคัญสำหรับการสร้างเลือด
ไต
-          บีตรูต  ช่วยกระตุ้นในการหายใจ  ของเซลล์และช่วยฟื้นฟูฟิลเตอร์ของไตในการกรองของเสีย
-          แตงกวา  มีน้ำ  Electroiytes  สูงซึ่งช่วยซะล้างไต
-          หัวไช้เท้า  มีสาร Senfoele  ที่จะช่วยป้องกันการอักเสบ
-          ขึ้นฉ่าย  มีสาร  Psoralens  ที่จะช่วยป้องกันไตจาไวรัส
-          กะหล่ำปลีดอง  ช่วยขจัดพิษ
ลำไส้
-          มะม่วง  มีวิตามินเอ  Lycopene  และ  Flavone  ซึ่งจะช่วยปกป้องเยื่อลำไส้
-          ถั่วเหลือง  มีซีลีเนียมและกรดโฟลิกที่จะช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้
-          ผักตระกูลกะหล่ำ  ช่วยทำความสะอาดลำไส้และป้องกันมะเร็ง

อาหารและสมุนไพรรักษาหวัด


อาหารและสมุนไพรรักษาหวัด

ฟ้าทะลายโจร  ในหลายคนรู้จักกันดีเพราะให้รสชาติที่ขมมาก แต่มันช่วยในการรักษาหวัดได้ดีเลยทีเดียว  ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของเราได้เป็นอย่างดี  อาการร้อนในหรือว่าเป็นไข้อยู่นั้นก็จะช่วยรักษาให้เราเย็นขึ้น  เป็นการลดไข้
ขิง  เครื่องดื่มของขิงนั้น  ช่วยในการลดไข้เป็นอย่างดี  ควรที่จะดื่มขณะยังร้อนๆ
ตำลึง  เป็นผักที่เรามารับประทานกันไม่ว่าจะเป็นการรับประทานสดหรือว่าประกอบอาหาร  ทำให้ช่วยในการถอนพิษไข้ได้ดีเยี่ยม
หอมแดง  เป็นการช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกของเรา  สามารถใช้ดูดดมทำให้ดีขึ้น
พริก  ช่วยในการขับเสมหะของเรา  ทำให้ระบบทางเดินหายใจเราสะดวกขึ้น
ส้ม  มีวิตามินซีสูง  ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงต่อต้านหวัด  และเป็นการเพิ่มน้ำในร่างกาย

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ไม้ยืนต้นที่ให้ดอก

กระดังงา
เป็นไม้ต้นสูงประมาณ 8-15 เมตร ลำต้นเปลาตรง เรือนยอดรูปกรวยแหลม โปร่ง กิ่งเกือบตั้งฉากกับลำต้น ปลายกิ่ง ลู่ลงดิน
ดอกสีเหลือง มีกลิ่นหอม ออกตามซอกใบ ออกดอกตลอดทั้งปี  ผลเป็นผลกลุ่ม เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนสีจากสีเหลือง อมเขียว เป็นสีเหลืองและสีดำ ผลหนึ่งมี 4 - 5 เมล็ด เมล็ดกลมแบน
ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือกิ่งตอน

ระทุ่มนา
เป็นไม้ต้นผลัดใบสูงประมาณ 5 เมตร เรือนยอดแหลม ใบใหญ่ค่อนข้างกลม ออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน เนื้อใบค่อนข้างหนา
ออกดอกเป็นช่อกลมตามปลายกิ่ง แต่ละช่อมีกาบรองดอกใหญ่อยู่ 1 คู่ กลีบรองดอกเป็นหลอดปลายแยกกันเป็น 5 แฉก กลีบดอกโคนกลีบติดกันเป็นหลอดปลายหลอดแยกเป็น 5 แฉก  เกสรตัวผู้มี 5 อัน ติดที่กลีบดอกด้านใน ผลเล็ก  ผิวแข็ง อัดรวมกันกลม เมล็ดมีปีก ออกดอกในเดือนสิงหาคมกึงกันยายน
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

กฤษณา
เป็นไม้ต้นขนาดกลางสูงประมาณ 10-15 เมตร ลำต้นเปลา ตรง เรือนยอดเป็นพุ่มทรงเจดีย์ต่ำ เปลือกเรียบสีเทา ใบเป็นประเภทใบเดี่ยว มีสัญฐานรี แถบขอบขนาน ปลายใบแหลม ออกเรียงสลับกัน ผิวใบเป็นมัน
ดอกสีเหลืองมีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อเล็ก ๆ เป็นกระจุกตามง่ามใบและปลายกิ่ง ผลรูปทรงรีกลมแบน  เปลือกแข็งมีขนสีเทา  เมื่อผลแก่จะแตกกลีบรองดอกเจริญติดอยู่กับผล
ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

กาฬพฤกษ์
เป็นต้นไม้ผลิดใบสูงประมาณ 20 เมตร โคนต้นมีพูพอน เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกสีดำแตกเป็นร่องลึก ใบเป็นประเภทใบประกอบ จำนวน 10-20 คู่ ใบออ่นจะออกสีแดง ผิวใบเกลี้ยงเป็นมัน หลังใบมีขนนุ่ม โคนและปลายใบมนกลม
ออกดอกเป็นช่อตามกิ่งข้าง ช่อหนึ่งมีประมาณ 20 ดอก ดอกมีขนาดเล็ก กลีบรองดอกกลมมีขน ขณะที่ดอกบานกลีบจะกระดกกลับ กลีบดอกรูปไข่ เมื่อดอกบานใหม่ ๆ จะเป็นสีแดง จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูและสีส้ม เกสรตัวผู้มี 10 อัน ขนาดไม่เท่ากัน ฝักแข็ง กลม ผิวขรุขระสีดำ ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร กว้างประมาณ 3 เซนติเมตร มีเมล็ดอยู่ประมาณ 30 เมล็ด ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

กันเกรา
เป็นไม้ต้นสูงประมาณ 10-15 เมตร เปลือกหยาบสีน้ำตาลเข้ม แตกเป็นร่องลึก ใบมีสัญฐานรูปรี ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ปลายและฐานใบแหลม ใบหนา
ออกดอกเป็นกระจุกบนก้านช่อสั้น ๆ เมื่อดอกเริ่มบานออกสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง กลิ่มหอม ผลกลมเล็กสีส้ม เมื่อผลสุกจะออกสีแดง เมล็ดขนาดเล็ก ออกดอกเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม กันเกราจะขึ้นตามป่าเบญจพรรณชื้น และตายที่ใกล้น้ำ
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

กัลปพฤกษ์
เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดกลางสูงประมาณ 12 เมตร เปลือกสีเทา เรือนยอดแผ่กว้างทุกส่วนมีขนปกคลุมหนาแน่น ใบเป็นประเภทในประกอบมีใบย่อย 5-7 คู่ ใบย่อยรูปขอบขนาน มีขนอ่อนทั้งหน้าและหลังใบ
ดอกสีชมพูเข้มออกเป็นช่อ ตามกิ่งแล้วเปลี่ยนเป็นสีขาว จะออกดอกหลังการผลัดใบพร้อมผลิใบใหม่ ผลเป็นฝักเมื่อฝักแก่จะออกสีน้ำตาลเข้ม ฝักยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร มีเมล็ดอยู่ประมาณ 30-40 เมล็ดต่อฝัก
ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ชอบขึ้นตามป่าเขาหินปูน และป่าเบญจพรรณแล้งทั่วไป เป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

กุ่มน้ำ
เป็นต้นไม้สูงประมาณ 5-12 เมตร เรือนยอดแผ่กระจาย หรือรูปทรงกลม ใบเป็นประเภทใบประกอบแบบนิ้วมือ ประกอบด้วยใบย่อย 3 ใบ ปลายใบย่อยแหลมเรียว ใบจะร่วงหมดต้นขณะมีดอก ดอกสีเหลืองนวล เกสรสีม่วง ผลรูปกลม หรือรูปไข่สีเทา ผิวนอกแข็งและสาก พบตามริมน้ำทั่วไป
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

กุ่มบก
เป็นต้นไม้สูงประมาณ 5-12 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทึบหรือรูปทรงกลม ใบเป็นแบบใบประกอบแบบนิ้ว  มือประกอบด้วย ใบย่อย 3 ใบ  ปลายใบย่อยป้าน ใบจะร่วงหมดต้นขณะมีดอก
ดอกสีเหลือง เกสรสีม่วง ผลรูปกลมรี พบตามป่าเบญพรรณทั่วไป หรือตามที่ดอน
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

ไม้ดอกชนิดเป็นเถา



ไม้ดอกชนิดเป็นเถา
      



การเวก

เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ กิ่งก้านค่อนข้างเรียบ มีขนมากเฉพาะที่ตาและยอดอ่อน ใบเป็นประเภทใบเดี่ยวเรียงสลับกัน สัณฐานของใบเป็นรูปรีหรือรูปขอบขนาน ปลายและโคนใบแหลม ขอบใบเรียบ
ออกดอกเป็นช่อๆ ละ 1-5 ดอก ก้านช่อดอกแบนและโค้งคล้ายขอ ออกตรงข้ามกับด้านใบ ดอกมีขนาดใหญ่สีเขียวมีขนมาก
เมื่อดอกแก่จะเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอม กลีบเลี้ยงมี 3 กลีบ มีสัณฐานเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็กสีเขียว ปลายกลีบกระดกขึ้น กลีบดอกเป็นรูปไข่รียาว เรียงเป็น 2 ชั้น ๆ ละ 3 กลีบ มีเกสรตัวผู้จำนวนมาก เกสรตัวเมียหลายอันอยู่แยกกัน ผลรูปรีป้อมหรือรูปไข่กลับ ออกเป็นกลุ่ม ๆ ละ 4-20 ผล เมื่อผลแก่จะเป็นสีเหลือง ออกดอกตลอดปี
ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งหรือเพาะเมล็ด


คิ้วนาง

เป็นไม้เถามีมือเกาะกิ่งอ่อน มีขนสีน้ำตาล ใบเว้าผ่ากลางเป็น 2 ซีก คล้าบใบย่อย 2 ใบ ใบมีสัณฐานเป็นรูปไข่เบี้ยว  ปลายกลม ดอกมีขนาดใหญ่สีขาว เมื่อดอกบานเต็มที่จะกว้างประมาณ 15 เซนติเมตร
ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกออกดกมากและจะทะยอยกันบานวันละ 1-3 ดอก ดอกมี 5 กลีบ ร่วงง่าย เกสรตัวผู้มี 10 อัน ยาวประมาณ 7 เซนติเมตร ชูอับเรณูขึ้นเหนือกลีบดอกเห็นได้ชัด ฝักยาวประมาณ 30 เซนติเมตร
ออกดอกประมาณเดือนสิงหาคม-มกราคม ชอบขึ้นตามป่าผลัดใบ และป่าโปร่งบนภูเขาหินปูนในภาคกลาง และภาคตะวันออก
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง


ชมนาค

เป็นไม้เถาเลื้อย เถาแข็งใบใหญ่ ผิวใบเป็นมันเรียบ ปลายใบแหลม ใบสีเขียวแก่ ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร
ออกดอกตามกิ่งข้างหรือปลายเป็นช่อ ช่อหนึ่งมีประมาณ 12 ดอก ดอกสีขาวอมเขียวมีกลิ่นหอม ดอกมีกลีบติดกันเป็นถ้วยตื้น ๆ ปลายแยกจากกันเป็นแฉกตื้น ๆ เกสรตัวผู้มี 5 อันติดกัน กลางดอกเป็นรูปศร ดอกโตประมาณ 1 เซนติเมตร
ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่งหรือการตอน

ดองดึง

เป็นไม้เถาเล็ก มีหัวใต้ดิน ใบเป็นประเภทใบเดี่ยว ออกตามข้อ 1-3 ใบ ใบมีสัณฐานเป็นรูปหอกค่อนข้างยาว  ปลายใบเรียวแหลมและโค้งงอเป็นมือเถา โคนใบกว้าง ไม่มีก้านใบ
ดอกใหญ่สีแดง เหลือง ออกตามง่ามใบใกล้ยอด ก้านดอกยาว ดอกมี 6 กลีบ รูปร่างยาวแคบ ขอบกลีบเป็นคลื่นไม่เรียบ ปลายกลีบโค้งกว้างลงมาทางก้านดอก เกสรตัวผู้มี 6 อัน ยาวชี้ออกเป็นรัศมีตามแนวนอน ท่อรังไข่ยาว ปลายแยกออกเป็นแฉกเล็ก ๆ 3 แฉก ผลเป็นฝักยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ออกดอกตลอดปี
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือแยกเหง้า

เถาไฟหรือโยธกาเลื้อย

เป็นไม้เถาขนาดใหญ่ มีมือเกาะ ตามกิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาล ใบเป็นประเภทใบเดี่ยวเรียงสลับกัน มีสัณฐานรูปไข่กว้างหรือค่อนข้างกลม โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ปลายใบเว้าตื้นบ้างลึกบ้าง ปลายใบแฉกแหลมหรือกลม ก้านใบยาวประมาณ 3 เซนติเมตร
ออกดอกเป็นช่อ ดอกสีส้มแดง มีขน ดอกตูมกลมปลายแหลมมน กลีบเลี้ยงแยกเป็น 2-3 แฉก กลีบดอกมี 5 กลีบ รูปไข่ยาว ประมาณ 1 เซนติเมตร ด้านนอกมีขน เกสรตัวผู้มี 3 อัน ก้านเกสรเล็กยาวกว่ากลีบดอกเล็กน้อย เกสรตัวผู้ฝ่อมี 2  อันเล็ก รังไข่มีขน ฝักรูปบันทัดยาวประมาณ 17 เซนติเมตร
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง

โนรา

เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง รอเลื้อย. ถ้าปลูกกลางแจ้งอาจจะเป็นไม้พุ่ม ใบเป็นประเภทใบเดี่ยวออกเป็นคู่ ตรงข้ามกัน สีเขียวเข้ม
ดอกออกเป็นช่อ ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร สีขาว หรือสีชมพูอ่อน กลีบบนเป็นสีเหลืองมะนาว กลิ่นหอม ดอกจะบานอยู่ ประมาณ 3 วันก็ร่วง แต่จะมีดอกใหม่ทะยอยกันบานตามลำดับ ผลเป็นปึกประกบกันเป็น 3 มุม สีน้ำตาล ออกดอก ประมาณเดือนธันวาคม
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปักชำหรือตอนกิ่ง

ปันหยี

เป็นไม้เถา เถากลมเกลี้ยงเป็นมัน ใบเป็นประเภทใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ขนาดกว้างประมาณ 5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร รูปทรงป้อมปลายแหลม โคนป้าน ขอบใบเรียบ สีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีอ่อน ก้านใบสั้น
ดอกออกเป็นช่อเล็ก ๆ ช่อละ 2-3 ดอก สีขาว ออกตามง่ามใบ มีกลีบเลี้ยงเป็นเส้น ๆ สีเขียวอ่อน โคนดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็ก ๆ ส่วนปลายดอกเป็นกลีบ แยกออกเป็น 8-9 กลีบ เรียงซ้อนกัน ดอกเมื่อบานเต็มที่กว้างประมาณ 7 เซนติเมตร
ออกดอกประมาณเดือนมกราคม
ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำหรือการตอน

พวงคราม

เป็นไม้เถา กิ่งก้านเรียวเล็ก ใบเป็นประเภทใบเดี่ยวออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ มีสัณฐานรี กว้างประมาณ 3-7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6-18 เซนติเมตร ปลายแหลมโคนสอบแคบ ขอบใบเรียบ
ดอกออกเป็นช่อ ห้อยย้อยตามง่ามใบ สีม่วง หรือ สีม่วงคราม โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก เกสรตัวผู้มี  4 อัน
ออกดอกใบฤดูหนาวและแห้งโดยจะทิ้งใบหมด
ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่งหรือการตอน

พวงชมพู

เป็นไม้เถาเลื้อยพันโดยอาศัยมือเกาะ ใบเป็นประเภทใบเดี่ยวเรียงสลับกัน มีสัณฐานรูปไข่ หรือรูป สามเหลี่ยมปลายแหลม โคนใบเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบเส้นใบเห็นได้ชัด
ออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอดหรือตามง่ามใบ ดอกมี 5 กลีบ สีชมพู หรือสีขาว ออกดอกตลอดปี
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการชำกิ่ง

ไม้ดอกชนิดเป็นพุ่ม


ไม้ดอกชนิดเป็นพุ่ม

กรรณิการ์
เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 2 เมตร ลำต้นและกิ่งเป็นเหลี่ยม ใบเป็นชนิดใบเดี่ยวออกเป็นคู่ เรียงตรงข้าม  ใบทรงรูปไข่ ขอบใบเรียบหรือมีจักเล็กน้อย
ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง เป็นดอกเดี่ยวมีโคนกลีบติดกัน มีลักษณะเป็นหลอดสีส้ม กลีบดอกแคบ  ปลายกลีบสีขาวและไม่เสมอกัน จะมีกลิ่นหอมตอนกลางคืน และดอกจะร่วงหมดในตอนเช้า ผลมีลักษณะเป็นแผ่นแบน ภายในมีเมล็ดอยู่ 2 เมล็ด
ขยายพันธุ์โดยการตอนหรือปักชำ

กระดังงาสงขลา
เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 2 เมตร ใบเป็นชนิดใบเดี่ยวยาว กลีบรองดอกมีสามกลีบ สีเขียว มีขนาดสั้น กลีบใบเรียวสองชั้น ชั้นนอกมี 5 กลีบ ชั้นในมี 15 กลีบ ปลายกลีบเรียวแหลมโคนกลีบด้านในมีแต้มสีน้ำตาล ที่ฐานกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียติดอยู่
กระดังงา  ออกดอกตลอดปี มีกลิ่นหอมอบอวล
ขยายพันธุ์ด้วยการตอน

กระดุมทอง
เป็นไม้ล้มลุกพุ่มเตี้ย สูงประมาณ 50 เซนติเมตร ลำต้นมีขนทึบใบเดี่ยว เรียงตรงกันข้าม สัณฐานใบเป็นรูปไข่ หรือรูปรีกว้าง ใบกว้างประมาณ 3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7 เซนติเมตร ปลายแหลมโคนสอบ ขอบเรียบหรือหยักซี่ฟัน ผิวใบมีขนสากทั้ง 2 ด้าน เส้นแขนงใบข้างละ 1 เส้น ก้านใบสั้นมีครีบ มีขนตามก้านใบและขอบครีบ ช่อดอกแบบช่อกระจุก
ออกดอกเดี่ยว ๆ หรือออกเป็นคู่ ตามง่ามใบใกล้ยอดดอกโตประมาณ 3 เซนติเมตร ก้านดอกยาว 1-8 เซนติเมตร โคนช่อมีใบประดับมีขนเรียงกันถี่ โคนใบประกอบชั้นนอกใหญ่ขึ้นเมื่อดอกร่วงไป ดอกวงนอกเป็นดอกตัวเมีย มีประมาณ  10 ดอก กลีบดอกสีเหลืองรูปรี  กว้างประมาณ 3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7 เซนติเมตร รังไข่เล็ก  ดอกวงในเหมือนดอกตัวเมีย แต่รังไข่ไม่สมบูรณ์ ดอกตัวผู้มีขนาดเล็กมากและเป็นหมัน อยู่กลางกระจุกดอก  ผลมีสัณฐานเป็นรูปสามเหลี่ยม  ยอดแบน เมล็ดเล็กสีดำเป็นมัน ยาวประมาณ 3 เซนติเมตร
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

กาหลง
เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 3 เมตร ใบเป็นแบบใบเดี่ยว รูปไข่ ปลายเว้าลึกคล้ายใบแฝด
ดอกขาวออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งและกิ่งข้าง  ดอกกาหลงมีกลีบ 5 กลีบ เกสร 10 อัน ขนาดต่าง ๆ กัน มีกลิ่นหอมรวยริน ฝักแบนมีเมล็ดประมาณ 5-10 เมล็ด
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการตอน กาหลงออกดอกได้ตลอดปี

กุหลาบ
เป็นไม้พุ่มตั้งหรือเลื้อย ใบเป็นใบประกอบ ประกอบด้วย 3 ใบ หรือ 5 ใบ ขอบใบจัก หูใบติดกับก้านใบหรือเป็นอิสระ
ดอกออกที่ปลายกิ่ง มีทั้งดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ กลีบรองดอกเป็นรูปถ้วยสีเขียว ปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอกปกติมี 5 กลีบ เกสรตัวเมียอยู่กลางดอกเป็นผลกลม ภายในมีเมล็ดแข็งจำนวนมาก เกสรตัวผู้มีอยู่เป็นจำนวนมาก กุหลาบมีหลายชนิด หลายพันธุ์ ส่วนใหญ่ดอกมีกลิ่นหอมเย็น

สมุนไพรแก้อาการท้องเสีย


สมุนไพรแก้อาการท้องเสีย

อาการท้องเสียเกิดจากสาเหตุหลายประการ อาการท้องเสียที่เกิดจากรับประทานอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ซึงระคายเคืองเนื้อเยื่อบุผิวกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้บีบตัวมากผิดปกติ มักถ่ายหลังอาหารประมาณ 1-2 ชั่วโมงและต้องถ่ายบ่อย มีลักษณะหยาบและเป็นน้ำ กลิ่นเหม็นผิดปกติ ไม่มีอันตราย แต่จะมวนท้องและรำคาญ ใช้สมุนไพรรักษาได้ดี ที่สำคัญคือท้องเสียจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด มีเชื้อโรค เชื้อโรคที่ทำให้ท้องเสียมีอยู่หลายชนิด ทั้งที่มีพิษไม่รุนแรงนักจนถึงรุนแรงมาก เช่น อาหารเป็นพิษ อาจถ่ายเป็นน้ำสีเหลืองหรือขาวขุ่น เป็นฟองกลิ่นเหม็นเหมือนกุ้งเน่า บางครั้งมีอาเจียนร่วมด้วย หรือไม่ถ่ายแต่อาเจียนและปวดท้องมากก็ได้ มักท้องเสียใน 6-12 ชั่วโมง ควรรีบไปพบแพทย์และรักษาให้ถูกต้อง อาจเป็นอันตรายถึงตายได้
     สมุนไพรที่ใช้แก้อาการท้องเดินที่ใช้ได้ผลและหาได้ง่าย คือ ใบชาชงเข้มข้น กล้วยน้ำว้าดิบ ทับทิม ฟ้าทะลาย สีเสียดเหนือ มังคุดและฝรั่ง ควรงดอาหารรสจัด และทานอาหารอ่อนๆทดแทนการสูญเสียน้ำด้วยการดื่มน้ำเกลือซึ่งมีจำหน่าย หรือเตรียมเองก็ได้ โดยใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่นครึ่งช้อนชา น้ำ 1 ขวดน้ำปลา ต้มให้เดือดสักครู่ ทิ้งให้เย็น ดื่มแทนน้ำ
    สารสำคัญในสมุนไพรที่ออกฤทธิ์แก้อาการท้องเสียส่วนใหญ่ คือ สารในกลุ่มแทนนินซึ่งมีรสฝาดและมีฤทธิ์ฝาดสมาน ในกรณีท้องเสีย เนื้อเยื่อที่ผนังลำไส้ใหญ่มีการระคายเคือง อาจเนื่องจากสารอาหารรสจัด สารเคมีบางชนิดหรือพิษของเชื้อโรค ทำให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวมากกว่าปกติ จึงเกิดการถ่ายอุจจาระบ่อยๆ สารแทนนินเมื่อสัมผัสกับผนังลำไส้ใหญ่จะรวมตัวกับโปรตีนที่เนือ้เยื่อบุผิวแล้วเปลี่ยนเป็นสารที่สามารถทำลายโปรตีนของตัวเชื้อโรคและทำให้เชื้อโรคตาย การใช้สมุนไพรที่มีแทนนินมีข้อควรระวังสำหรับผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะแทนนินอาจถูกดูดซึมเข้าร่างกายในปริมาณมาก และมีผลเสียต่อตับ
กล้วยน้ำว้า รับประทานผลดิบสดครั้งละครึ่งถึง 1 ผล อาจใช้ผลดิบหั่นบางๆตากแห้ง บดเป็นผงชงน้ำดื่ม ใช้ผงยาเท่ากับครึ่งถึง 1 ผล
     ข้อควรระวัง อาจมีการท้องอืดหลังรับประทานยานี้ แก้ได้โดยดื่มน้ำต้มขิงหรือสมุนไพรขับลมอื่นๆ
ทับทิม ใช้เปลือกผลแห้งประมาณ 1/4 ของผล ต้มกับน้ำปูนใสดื่ม หรือใช้ครั้งละ 3-5 กรัม ต้มน้ำดื่ม วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
ฝรั่งใช้ใบแก่ 10-15 ใบ ย่างไฟให้กรอก ต้มน้ำดื่ม 1 แก้ว เหยาะเกลือเล็กน้อย ดื่มต่างน้ำ หรือใช้ผลดิบ 1 ผล ฝนกับน้ำปูนใสดื่ม
ฟ้าทะลาย พืชสด 1-3 กำมือ ต้มน้ำดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง สำหรับผงฟ้าทะลายที่บรรจุแคปซูลๆละ 500 มิลลิกรัม ให้กินครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า กลางวันและเย็น หยุดยาเมื่อหยุดถ่าย อาจใช้ในรูปผงละลายน้ำหรือปั้นเป็นลูกกลอนก็ได้ โดยคำนวณจากจำนวนเม็ดให้ได้ปริมาณยาตามที่กำหนด อาการข้างเคียงที่อาจพบ คือ คลื่นไส้ อาเจียนเป็นน้ำใส ไม่สบายในท้อง ถ้าเป็นมากให้หยุดยา
มังคุด ใช้เปลือกผลแห้งครึ่งผล (ประมาณ 4 กรัม) ย่างไฟให้เกรียม บดเป็นผงละลายน้ำหรือฝนกับน้ำปูนใสประมาณครึ่งแก้ว ใช้น้ำดื่มทุก 2 ชั่วโมง

น้ำตกห้วยหลวง


น้ำตกห้วยหลวง

               เมื่อเข้าหน้าฝน  รอจนน้ำฝนเต็มอิ่ม ช่วงเดือนกันยายน ถึงเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่ดีที่สุดที่จะไปเที่ยวน้ำตกห้วยหลวงครับ น้ำตกห้วยหลวง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า น้ำตกบักเตว อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี  มีพื้นที่คลอบคลุมถึง อ.น้ำยืนและ อ.บุณฑริกบางส่วน
                มีตำนานเล่าขานกันต่อๆ มาว่า “นายเตว” กับพวก 2 – 3 คนได้เข้ามาตีผึ้งที่ผาน้ำตกแห่งนี้ โดยออกอุบายนำเถาวัลย์มาพันเป็นเชือกหย่อนลงไปเบื้องล่างของน้ำตก นายเตวอาสาโรยตัวลงไปเพื่อตีผึ้ง ซึ่งมีรังผึ้งเกาะติดอยู่กับหน้าผาหลายร้อยรัง โดยมิได้บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง ในระหว่างที่นายเตวกำลังตีผึ้งอยู่นั้นได้เกิดอาเพศขึ้น เพื่อนที่อยู่ด้านบนมองเห็นเถาวัลย์เป็นงูขนาดยักษ์เลื้อยพันขึ้นมา ด้วยความตกใจกลัวจึงใช้มีดตัดฟันลงไปตรงเถาวัลย์ขาดสะบั้นทำให้ร่างของนายเตวที่ห้อยโหนอยู่นั้นร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างของน้ำตกเสียชีวิต ยังผลให้น้ำตกแห่งนี้ได้ชื่อเรียกในเวลาต่อมาว่า “น้ำตกบักเตว
               ต่อมาได้มีการประกาศจัดตั้ง “อุทยานแห่งชาติภูจอง–นายอย” ขึ้นในปี 2530 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวน้ำตก และมักจะเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตจากการลงเล่นบริเวณน้ำตกแห่งนี้ จนกระทั่งมีญาติของผู้เสียชีวิตมาเล่าว่า ผู้เสียชีวิตได้มาเข้าฝันแล้วบอกว่า นายเตวไม่ต้องการให้ใครมาเรียกชื่อน้ำตกแห่งนี้ว่า “น้ำตกบักเตว” เนื่องจากเป็นคำไม่สุภาพและได้ให้เปลี่ยนชื่อน้ำตกแห่งนี้เสียใหม่ ในที่สุดเมื่อปี พ.ศ. 2535 จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อ “น้ำตกบักเตว” เป็น “น้ำตกห้วยหลวง” ตามชื่อของลำห้วยซึ่งไหลพาดผ่านน้ำตกแห่งนี้
               น้ำตกห้วยหลวง (น้ำตกบักเตว) ตั้งอยู่กลางป่าสมบูรณ์ไหลตกจากหน้าผาสูง 45 เมตร ถือได้ว่าเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุด สูงที่สุด และงดงามที่สุดของภาคอีสานตอนล่าง  ไหลตกจากหน้าผาสูงชัน ลงสู่แอ่งน้ำใหญ่ และลานหินหาดทราย ด้านล่างมีบันไดทางลงจากศาลาชมทิวทัศน์สู่น้ำตกด้านล่าง นอกจากนี้ ยังมีน้ำตกอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกทลายแห่ง เช่น น้ำตกเกิ้งแม่ฟอง น้ำตกถ้ำบอน น้ำตกจุ๋มจิ๋ม น้ำตกห้วยทรายใหญ่ (แก่งอีเขียว) เป็นต้น


วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ทำหน้าปัดวิทยุ โดยใช้แฟลช


ทำหน้าปัดวิทยุ
1. สร้างเอกสารใหม่ขึ้นมา ขนาด 350 X 180 โดยตั้งให้ Frame Rate = 20 เลือก bgcolor เป็นสีเทา (#6666666)
2. เลือกเมนู view -> Grid -> Show Grid เพื่อใส่เส้นกริดเข้าไป
3. วาดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีขาว บริเวณล่างซ้ายของกรอบให้พอดีกับเส้นกริด โดยใช้เครื่องมือ  Rectangle Tool ดังรูป

4. Copy สี่เหลี่ยมที่วาดลงไปมาอีก 11 อัน แล้วนำมาวางเรียงกัน ดังรูป

5. ใส่สีไล่โทนให้กับรูปสี่เหลี่ยมโดยไล่จากล่างขึ้นบนและจากอ่อนไปเข้ม ดังรูป โดยใช้เครื่องมือ  Paint Bucket Tool ใส่สีให้กับสี่เหลี่ยมแต่ละอันจากล่างขึ้นบนดังขั้นตอนต่อไปนี้

5.1 ใช้เครื่องมือ  Paint Bucket Tool โดยเลือกเป็นสีแดง #cc0000 
5.2 ไปที่ เมนู Window เลือก Color Mixer หรือกด Ctrl+F9 ดังรูป

5.3 บนหน้าจอจะมี กล่องเครื่องมือ Color Mixer ขึ้นมา ให้เลือก Type เป็น Linear ดังรูป

5.4 ใช้เครื่องมือ  Selection Tool เลือกรูปสี่เหลี่ยมทั้งหมด ดังรูป

ก็จะได้ดังรูปด้านล่าง

5.5 ใช้เครื่องมือ  Paint Bucket Tool ใส่สีลงไป โดยทำการคลิกแล้วลากจากบนลงล่าง ดังรูป

จะได้ดังรูปด้านล่าง

5.6 ดับเบิ้ลคลิกที่กล่องสี่เหลี่ยมสีดำ ดังรูป

5.7 เลือกสีเหลืองดังรูป

ก็จะได้สี่เหลี่ยมแต่ละอันที่ไล่สี ดังรูป

6. Copy รูปสี่เหลี่ยมทั้งหมด มาวางให้ตรงกับแนวเส้นกริด ให้ครบ 6 อัน แล้ว Insert Keyframes ในเฟรมที่ 19

7. สร้างเลเยอร์ใหม่ตั้งชื่อว่า wave1 ที่เฟรมที่ 1 ให้สร้างสี่เหลี่ยมสีดำ โดยใช้เครื่องมือ  Paint Bucket Tool ปิดทับสี่เหลี่ยมไล่โทนอันแรกไว้

8. คลิกขวาที่เฟรม 19 แล้วเลือก Create Motion Tween ให้ Insert Keyframes ที่เฟรมที่ 4,7,10,13,16,19 ดังรูป

9. เข้าไปขยับสี่เหลี่ยมสีดำที่เฟรมที่ 4,10,16 ให้เปิดให้เห็นแถบสีแค่ไหนก็ได้ตามต้องการให้ดูเหมือนกับว่าแถบสีกำลังทำงานอยู่

10. ทำข้อ 7 - 9 กับแถบสีอีก 5 อันที่เหลือโดยตั้งชื่อเลเยอร์ใหม่เป็น wave 2 - 6 ตามลำดับ และบางแถบสีอาจขยับสี่เหลี่ยมในเฟรมที่ 7,13,19 แทนก็ได้

11. เปลี่ยนสี Background เป็นสีดำ และเอาเส้นกริดออก

12. ทดสอบโดยกด Ctrl + Enter







อ้างอิงมาจาก  http://www.webthaidd.com/flash/webthaidd_article_342_2.html