วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

10 ข้อเข้าใจผิดเกี่ยวกับมะเร็ง


bd524ffbf3a88b9
  1. เมื่อมีอายุมาก  มะเร็งเติบโตช้า  มะเร็งเป็นโรคของคนแก่  คือร้อยละ 60  ของผู้ป่วยมะเร็งพบในคนอายุมากกว่า 65 ปี  ของผู้ป่วยวัยนี้มีโอกาสพบมากขึ้นถึง 10 เท่า  เมื่อเปรียบเทียบกับคนอายุน้อยกว่าและมีโอกาสเสียชีวิตจากมะเร็งเพิ่มขึ้นถึง 15 เท่าทั้งนี้  เซลล์มะเร็งจะเติบโตเร็วหรือช้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัยอายุไม่ไช่ตัววัดการเติบโตของมะเร็งมากขึ้น  ในความเป็นจริงก็คือ  เมื่ออายุเฉลี่ยของผู้หญิงจะอยู่ในวัย  69 ปี  ผู้ชาย 67 ปี  ซึ่งช่วงอายุที่ว่านี้สามารถตรวจมะเร็งโดยการตรวจทางการแพทย์  เช่นทำแมมโทแกรมเต้านม  ตรวจมะเร็งลำไส้หรือมะเร็งผิวหนัง  แต่มะเร็งบางชนิดที่พบในคนอายุน้อยจะมีความร้ายแรงมากกว่าคนอายุมาก  ได้แก่  มะเร็งเต้านมที่เกิดในคนอายุน้อยกว่า 35 ปี  หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เกิดในคนอายุน้อยกว่า 40 ปี  หรือมะเร็งดำเนินโรคที่รุนแรงและรักษาได้ยากกว่า
2. ผู้หญิงและผู้ชายมีความเสี่ยงเท่ากัน  จากสถิติ  ผู้ชายเป็นมะเร็งบางชนิดมากกว่าผู้หญิงถึง 3 เท่า  เช่น  มะเร็งผิวหนัง  เนื่องจากผู้ชายทาครีมกันแดดน้อยกว่า  นอกจากนี้ผู้ชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้เหมือนกัน  แต่พบเพียงร้อยละหนึ่งของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมเท่านั้น  และกว่าที่ผู้ชายจะรู้ตัวก็มันจะรักษาให้มีโอกาสรอดได้ยาก  จึ้งแย้กว่าผู้หญิง  และมะเร็งบางชนิดเป็นเฉพาะอวัยวะเพศเท่านั้น  เช่นมะเร็งต่อมลูกหมากของผู้ชาย  หรือมะเร็งปาดมดลูกที่เป็นเฉพาะผู้หญิง
3. แอลกออล์ไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็ง  ข้อเท็จจริงก็คือ  ยิ่งบริโภคแอลกอฮอร์มากเท่าไหร่ก็ยิ่งเสี่ยงกับมะเร็งเท่านั้น  เพราะการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปจะนำไปสู่โรคมะเร็งตับ  มะเร็งตับอ่อนและมะเร็งหลอดอาหาร  ที่สำคัญคือ  ผู้หญิงที่ดื่มแอลกอฮอล์จะเสี่ยงกับมะเร็งเต้านมและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก  เหตุผลก็คือ  การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจทำให้ร่างกายไม่อาจขจัดฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ดีและการที่มีฮอร์โมนมากเกินไปก็อาจจะเสี่ยงกับมะเร็งในผู้ชายหรือผู้หญิง  ที่สำคัญก็คือ  การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ด้วยก็จะเมความเสี่ยงกับมะเร็งปอดนอกจากนี้บุหรี่อาจทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกอีกด้วย
4. คนที่ไม่ได้กินผลไม้  มีความเสี่ยงสูงกับโรคมะเร็ง  นี่คือความเข้าใจครึ่งหนึ่งของผุ้ตอบแบบสอบถามในประเทศที่ร่ำรวย  ในความเป็นจริงก็คือทั้งผักละผลไม้สามารถป้องกันมะเร็งได้  แต่ต้องเป็นผักและผลไม้ที่ปลอดจากสารพิษ  ทั้งนี้  องค์การอนามัยโรคได้แนะนำให้รับประทานอาหารผักและผลไม้สดที่ปลอดจากสารพิษปริมาณ 400 กรัมต่อวัน  ซึ่งมังสวิรัติหรือนักกีฬามักดูแลสุขภาพด้วยตนเองด้วยการกินผักและผลไม้คือคนที่ที่ใส่ใจกับสุขภาพและควบคุมน้ำหนักตัวก็จะลดความเสี่ยงกับโรคมะเร็ง  ในขณะที่คนอ้วนมักมีความเสี่ยงสูงกับโรคมะเร็งเพราะขาดความใส่ใจในเรื่องของการกิน
5.  ความเครียดและอาหารเป็นพิษทำให้เป็นมะเร็ง  การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและการเกิดโรคมะเร็งในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมาได้ผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกัน  แต่ไม่พบว่าความเครียดเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งโดยตรง  แต่อย่างไรก็ตาม  จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าความเครียดมีพลกระทบประสาทและต่อมไร้ท่อ  ซึ่งอาจมีผลทางอ้อมต่อการเกิดโรคมะเร็ง  ทั้งนี้  ประมาณ 78 % ของประชาการในประเทศที่พัฒนาแล้วคิดว่า  อากาศเป็นพิษทำให้เกิดโรคหอบหืดและโรคปอดเรื้อรัง  และจาการศึกษาทำไห้อัตราการตายเพิ่มสูงขึ้น  และก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่าอากาศเป็นพิษทำให้เกิดเป็นมะเร็งหรือไม่  แต่จากการศึกษาในประเทศอเมริกาชี้ให้เห็นว่า  สารพิษเป็นอันตรายต่อเด็กและสตรีในครรภ์  นักวิจัยจึงคาดว่าสารเคมีจะส่งผ่านไปสู่ทารก  ซึ่งจะทำให้ยีนเสียหายและทำให้เด็กที่เกิดมาเป็นโรคคลูคีเมียได้ในอนาคต  แต่ผู้เชี่ยวชาญมะเร็ง  แค่ผู้เชี่ยวชาญมะเร็งวิจารณ์การศึกษานี้ว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัด
6.  เป็นมะเร็งแล้วต้องตาย  ผู้คนในประเทศกำลังพัฒนามักคิดว่า  หากเป็นมะเร็งและจะต้องตายแน่ๆ  แต่ที่ต้องตายก็เพราะความเข้าใจผิดๆ  เกี่ยวกับมะเร็งมากกว่า  ในความเป็นจริงแล้วผู้ป่วยมะเร็งควรได้รับการตรวจรักษามะเร็ง  ไม่ว่าจะทำให้รอดหรือเสียชีวิตก็ตาม  เพราะยิ่งพบมะเร็งเร็วและได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพก็จะยิ่งมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น  โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก  มะเร็งลำไส้  มะเร็งผิวหนัง  ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับมะเร็งปอดแล้วมะเร็งดังกล่าวมีทางรักษาได้รอดชีวิตมากกว่าทั้งนี้  ประมาณ  75 % ของประชากรในประเทศยากจนมักปล่อยให้แพทย์เป็นผุ้ตัดสินใจเกี่ยวกับการศึกษามะเร็งทั้งหมด  ในขณะที่ประชาการในประเทศที่พัฒนาแล้วอยากมีส่วนร่วม  กับแพทย์ในการตัดสินใจรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันนี้โรคมะเร็งที่รักษาให้หายขากได้ร้อยละ 49 ของผู้ป่วย  ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค  รวมทั้งสุขภาพของผู้ป่วยและวิธีการักษาที่ถูกต้องต้องมีประสิทธิภาพ
7. การผ่าตัดและการฉายแสงทำให้มะเร็งลุกลาม  คนทั่วไปมักหวาดกลัวกับการรักษาด้วยการฉายแสง  ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดเกี่ยวกับอันตรายจากรังสีทั้งนี้  การฉายแสงสามารถรักษามะเร็งได้ 40% โดนรังสีมีข้อบ่งชี้หลายประมาร  ได้แก่การบำบัด  อาการเจ็บที่หวังผลหายขาด  รักษาเสริมหลังการผ่าตัดหรือลดขนาดก้อนมะเร็ง  เพื่อผ่าตัดก้อนมะเร็งออกให้หมด
การฉายแสงจะช่วยทำให้มะเร็งเล็กลงเพื่อให้แพทย์ผ่าตัดออกได้ง่ายขึ้น  และไม่มีข้อพิสูจน์ว่าการผ่าตัดจะทำให้มะเร็งลุกลาม  ในสมันก่อนนั้นการผ่าตัดแผลใหญ่สามารถทำให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจายได้จากการปนเปื้อนของเซลล์มะเร็งไปยังเนื้อเยื่อปกติ  แต่ในปัจจุบันมีการผ่าตัดแบบแผลเล็กหรือผ่าตัดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญซึ่งก็จะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้
8. ยาไม่อาจช่วยได้เมื่อมีอาการเจ็บปวดจากมะเร็ง  เมื่อมะเร็งแพร่กระจายไปทั่วร่างกายจะทำให้เจ็บปวดมาก  ซึ่งยาสมัยนี้สามารถช่วยได้  ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญจากองก์การอนามัยโรคได้พัฒนายาบรรเทาความเจ็บปวดตั้งแต่ยาง่ายๆ  เช่น  lbuprofen,Diclofenac จนกระทั้งยา  Morphine  ซึ่งมีทั้งชนิดฉีดดม  หรือแผ่นแปะผิวหนัง
9. วิตามินสำเร็จรูปช่วยปกกันมะเร็ง  จากการศึกษาของนักวิชาการทางการแพทย์พบว่าวิตามินศึกษาของนักวิชาการทางการแพทย์พบว่าวิตามินซีหรือเบต้าแคโรทีน  ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง  แต่อาจทำให้เกิดผลตรงกันข้ามได้  ทั้งการศึกษาของนักวิจัยมะเร็งพบว่า  ผู้ที่สูบบุรี่แล้วกินเบต้าแคโรทีนสำเร็จรูปจะมีอัตราเสี่ยงกับมะเร็งปอดมากว่า  หรือกินซีล๊เนียมก็เพิ่มความเสี่ยงให้โรคเบาหวานมากขึ้น  ควรรับประทานอาหารในปริมาณปกติที่ร่างกายเรารับได้จะดีกว่าการบริโภควิตามินมากเกินไป  เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
10. ครีมกันแดดป้องกันมะเร็งผิวหนัง  การทาครีมป้องกันรังสียูวีสามารถป้องกันมะเร็งผิวหนังไม่ได้มากนัก  แต่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าใช้ครีมกันแดดป้องกันแล้วก็จะตากแดดได้มากขึ้น  โดยเฉพาะประเทศออสเตรเลีย  แพทย์ผิวหนังวิจารณ์ครีมกันแดดที่มีส่วนทำให้ชาวออสซี่เสี่ยงกับโรคมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้น  เนื่องจากเข้าใจว่าเมื่อทาครีมกันแดดแล้วก็อาบแดดได้เต็มที่ที่คิดว่าปลอดภัย  ดังที่มีรายงานใน Medical  Journal of Australia เมื่อยี่สิบก่อนที่ดีที่สุดคือทาครีมกันแดดแล้วก็ต้องใส่เสื้อผ้าปกป้องผิวหนังอีกชั้นหนึ่ง  และควรเป็นผ้าเนื้อหนาและควรมีสีเข้ม  ในปัจจุบันนี้ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าครีมกันแดดก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง
ขอขอบคุณ : นิตยาสาร Lisa

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น